Home : พื้นฐานการลดน้ำหนักที่ถูกต้อง : 5 ขั้นตอน กินอย่างไรให้ผอมถาวรเมื่อคุณอยากลดความอ้วน

5 ขั้นตอน กินอย่างไรให้ผอมถาวรเมื่อคุณอยากลดความอ้วน

หมวดหมู่ พื้นฐานการลดน้ำหนักที่ถูกต้อง

ลดความอ้วนแบบถาวรด้วยการกินที่ถูกต้อง 5 ขั้นตอนหากร่างกายของคุณเป็นปกติสุขดีเหมือนคนทั่วไป ผมกล้ายืนยันได้ว่า สาเหตุหลักที่คุณตัวอ้วน มีน้ำหนักเกินมาตราฐาน พุงใหญ่ แขนขาโตล่ำเกินหน้าเกินตาใครๆ มาจากการที่คุณทำตัวคุณเองเท่านั้น ย้ำนะครับว่า คุณเป็นคนทำให้ตัวคุณอ้วนเอง สาเหตุที่คุณรูปร่างอ้วน น้ำหนักตัว สัดส่วนขยายใหญ่ มาจากการกินอาหารเท่านั้น! เพราะว่าคุณคงไม่ถูกใครเอาปืนมาจ่อหัวแล้วบังคับให้คุณกินอาหารใช่ไหม… คุณกินอาหารทุกมื้อด้วยมือของคุณเอง.. ดังนั้นคุณอ้วน คุณอึดอัดจากรูปร่างที่เป็นอยู่นี่ก็เพราะตัวคุณเองยัดอาหารเข้าปากเอง วันนี้ผมจะมาแนะนำว่า คุณจะลดความอ้วนด้วยการกินได้อย่างไร

ขั้นตอนที่ 1 สังเกตการกินอาหารของตัวเองก่อนเริ่มลดความอ้วน

ก่อนที่จะบอกวิธีลดความอ้วนด้วยวิธีกินอาหารในขั้นต่อๆ ไป ผมอยากให้คุณสังเกตพฤติกรรมการกินอาหารในแต่ละวันของคุณให้ดีก่อน เน้นนะครับว่า มันคือการสังเกต ไม่
ใช่การจับผิดตัวเอง ขอให้คุณทำตัวเหมือนคนมาสังเกตเฉยๆ คุณจงใช้พฤติกรรมในแต่ละวันตามปกติ แต่ขอให้จดบันทึกทุกอย่างที่คุณกินแบบละเอียด อาจจะจดแยกเป็นช่วงๆ เช่น ช่วงตื่นนอนตอนเช้า กินอะไรไปบ้าง ก่อนเที่ยงกินอะไรไป มื้อเที่ยงกินอะไรไปบ้าง ตกบ่ายกินอะไรบ้าง อาหารมื้อเย็นกินอะไร กินกี่โมง เป็นต้น ฯลฯ

คุณไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิด หรือต้องมาฝืนตัวเองกับการกินในขั้นตอนนี้ เพราะขั้นตอนนี้จุดประสงค์คือการรู้จักตัวเองเท่านั้น การหักดิบลดความอ้วนทันที โดยตัดการกิน
อาหารที่เคยชินในแต่ละวันทันที มันก็ไม่ต่างอะไรกับการหักดิบเลิกเหล้าหรือเลิกบุหรี่ของคนที่ติดสารเสพติดนั้นแหละครับ มีไม่กี่คนเท่านั้นที่ทำได้ แต่โดยมากมักจะตกม้าตาย
ทนไม่ไหว และกลับมากินหนักกว่าเดิมเสมอ!

ดังนั้นก่อนที่คุณจะเริ่มลดความอ้วน ขอให้ใช้เวลาสัก 3-5 วันสังเกตการกินของตัวเอง หรือถ้าจะพูดแบบภาษาพ่อขุนคือ ดูพฤติกรรมเอาอาหารเข้าทางปากของคุณให้ดี ให้คุณเริ่มจดบันทึกทุกอย่างที่ผ่านเข้าปากของคุณในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นน้ำเปล่า, กาแฟ, ลูกอม, น้ำผลไม้ ฯลฯ อะไรที่ร่างกายคุณได้รับทางปาก กรุณาจดมันไว้ครับ จดมันไว้ตลอด 3-5 วัน แล้วค่อยทำต่อในขั้นตอนที่ 2

ขั้นตอนที่ 2 วิเคราะห์พฤติกรรมการกินของตัวเอง

เอาสิ่งที่จดใน 3-5 วันที่ผ่านมา มาดูครับ บางคนบอก “โอ้ยของแบบนี้ ฉันไม่จดก็ได้ ฉันจำได้แน่นอน” ขอบอกเป็นภาษาพ่อขุนอีกครั้งว่า ถ้าวันนี้คุณยังอ้วนอยู่ละก็ เชื่อผมเถอะว่าสิ่งที่คุณยัดเข้าไปในช่องปากนั้น มันมีมากกว่าที่คุณจำได้เองแน่นอนครับ! ขั้นตอนนี้สำคัญอยู่ที่การประมวลว่า ในแต่ละวันคุณได้รับสารอาหารอะไรมากเกินไป และอะไรน้อยเกินไป

สารอาหารที่ร่างกายของคุณควรได้รับ (ซึ่งมันไม่ได้แปลว่า สารอาหารเหล่านี้ตัวคุณจะชื่นชอบมันไปด้วยเสมอไป) ให้มากในแต่ละวันคือ โปรตีน, กากใยจากผักและผลไม้ และน้ำดื่มสะอาด ส่วนคาร์โบไฮเดรตจากข้าว อาหารพวกแป้ง เมนูเส้นๆ ทั้งหลาย ไม่ต้องเน้นในแต่ละมื้อ แต่ยังต้องกินนะ ผมไม่ได้ให้คุณเลิกกินข้าวหรือเมนูอาหารเส้นๆ นะครับ

น้ำดื่มและกากใยจากผักและผลไม้เป็นสิ่งสำคัญ จากประสบการณ์ที่ผมเจอมา คนอ้วนมักจะกินผักและผลไม้น้อย รวมถึงกินน้ำเปล่าน้อย จะหนักกินกาแฟ หรือน้ำหวาน หรือน้ำอื่นๆ มากกว่า โดยคิดเอาเองว่า น้ำที่มาจากเมนูเครื่องดื่มนี้ร่างกายก็น่าจะได้รับน้ำเพียงพอ แต่ขอโทษครับมันคนละเรื่องกันเลย

น้ำจากกาแฟ, น้ำหวาน แม้ว่ามันจะเป็นของเหลวเหมือนกัน แต่มันไม่เหมาะกับการลดน้ำหนัก หรือช่วงที่คุณกำลังลดความอ้วนด้วยการกินอาหารนั้น หัวใจสำคัญของมันคือต้องกินอาหารให้ได้ตามปกติ 3 มื้อแต่ต้องได้แคลอรี่น้อยกว่าจำนวนแคลอรี่ที่ร่างกายของตัวคุณต้องใช้ในแต่ละวัน นอกจากนั้นตลอดระยะเวลาที่กำลังลดความอ้วน ร่างกายจะเผาผลาญไขมันที่สะสมมาใช้ทดแทนส่วนที่ขาดหายไป การดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน จะช่วยให้ร่างกายเผาผลาญได้ดี ร่างกายไม่โหยน้ำเกินไปด้วย แต่ถ้าคุณซัดแต่น้ำกาแฟ, น้ำหวาน แทนน้ำเปล่า แทนที่น้ำเหล่านั้นจะไปช่วยให้การเผาผลาญทำงานได้ดี แต่แคลอรี่ที่คุณเติมเข้าไปตลอดเวลา จะยิ่งทำให้คุณต้องใช้เวลานานขึ้นในการลดความอ้วน

คนที่กินเก่งๆ นั้น หากกินเก่งเป็นมื้อๆ แต่ระหว่างมื้อไม่กินจุกจิก จะสามารถลดน้ำหนักได้ไวกว่าคนที่กินมื้อปกติน้อยๆ แต่กินเล็กกินน้อยตลอดระยะทางถึงมื้อถัดไป ต่อให้
คุณกินอาหารไขมันโคตรต่ำแค่ไหนก็ตาม แต่กินจุกจิกตลอดเวลามันก็ทำให้คุณลดความอ้วนได้ยากกว่าคนอื่นนั้นเอง

ทางแก้คือ เมื่อคุณดูพฤติกรรมการยัดอาหารเข้าปากของคุณแล้ว ลองตัดเมนูบางอย่างออก ที่คุณคิดว่า ถ้าไม่กินสิ่งนี้ เราก็ยังสามารถดำรงชีพต่อไปได้ เช่น เปลี่ยนจากการกินกาแฟเย็นวันละ 2 แก้ว (เช้า – บ่าย) มาเป็นกาแฟแค่ 1 แก้ว, น้ำหวานหรือน้ำผลไม้แช่เย็นที่กินตอนบ่าย เปลี่ยนมากินน้ำเปล่าให้ได้สัก 8-10 แก้วตลอดวัน ขนมหวานหลังมื้ออาหารกลางวัน เปลี่ยนมาเป็นผลไม้ที่เน้นกากใย เช่น ฝรั่ง (ไม่ใช่แบบแช่บ๊วยนะ), มะละกอสุก, ส้มโอ เป็นต้น

ขั้นตอนที่ 3 บันทึกผลก่อนเริ่มลดความอ้วน

ขั้นตอนนี้เป็นสิ่งสำคัญมาก ไม่ว่าคุณจะลดน้ำหนักด้วยวิธีใดก็ตาม ไม่ว่าจะออกกำลังกาย, ลดอาหาร หรือจะกินเมนูอาหารลดความอ้วนสูตรพิสดารแค่ไหนก็ตาม ขอให้จด
บันทึกน้ำหนัก, สัดส่วน (ต้นแขนซ้าย-ขวา, ต้นขาซ้าย-ขวา, อก, เอว และสะโพก) โดยให้จดเป็นหน่วยเซนติเมตรเท่านั้น เพราะบางครั้งการเปลี่ยนแปลงนี้มันเกิดขึ้นในระดับเซนติเมตรนะครับ ส่วนการชั่งน้ำหนัก ผมขอแนะนำให้ใช้เครื่องชั่งน้ำหนักแบบดิจิตอล ที่แสดงออกมาเป็นตัวเลขพร้อมเศษทศนิยม 2 หลัก เพราะการลดความอ้วนได้ 0.50 กิโลจากตาชั่งดิจิตอลย่อมเห็นชัดเจนกว่าตาชั่งแบบเข็มเดิมๆ แน่นอน

การจดบันทึกนอกจากจะเป็นหลักฐานการเริ่มต้นการลดความอ้วนของคุณอย่างเป็นทางการแล้ว มันยังเป็นเหมือนสมุดบันทึกที่สามารถให้กำลังใจของคุณด้วย เมื่อเวลาผ่านไป และคุณกลับมาบันทึกตัวเลขอีกครั้งและเห็นผลการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น คุณจะรู้สึกดีขึ้นอย่างมาชนิดที่คุณไม่เจอเองไม่มีทางรับรู้ได้หรอกครับ

คนบางคนแค่น้ำหนักลดลงต่อเนื่องอาทิตย์ละ 0.5 – 1 กิโลกรัม แค่นี้ก็ถือเป็นสัญญาณที่ดีของเขาแล้ว ในขณะที่บางคนน้ำหนักไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก แต่สัดส่วนต่างๆ เริ่มกระชับขึ้น อันนี้แต่ละคนอาจจะได้ผลลัพท์ไม่เหมือนกันนะครับ บางคนน้ำหนักลดลงน้อย แต่สัดส่วนเปลี่ยนเยอะ ในขณะที่บางคนน้ำหนักลดลงมาก แต่สัดส่วนโดยเฉพาะต้นแขน ต้นขา และพุงยังไม่ลดลงสักเท่าไรก็มีให้เห็นเยอะ

ขั้นตอนที่ 4 ฝึกกินอาหารที่ร่างกายต้องการบ้าง ไม่ใช่ลิ้นต้องการอย่างเดียว

เนื้อย่างเกาหลี เมนูบุฟเฟ่ห์ตามร้านอาหารมากมายในห้าง อร่อยลิ้น แต่เหนื่อยพุงตัวเอง อันนี้ก็ควรจะงดบ้าง อันนี้ผมเชื่อว่าคนหลายคนน่าจะพอมีสติเห็นสิ่งที่คุณทำอะไรกับร่างกายของคุณเองได้หากคุณได้บันทึกในขั้นตอนที่ 1 มาอย่างดี ดังนั้นสิ่งที่คุณต้องเริ่มเรียนรู้คือ อะไรคือสิ่งที่ร่างกายของเราต้องการ อาหารไหนที่ร่างกายต้องการมากเป็นพิเศษแล้วเรามักไม่ค่อยได้กินก็เติมมันเข้าไป เมนูอะไรที่ร่างกายไม่ค่อยต้องการมากนัก ก็เพลาๆ ยัดเข้าไปหน่อย.. แค่นี้เองครับ ง่ายๆ ในหลักการ

ตัวอย่างเช่น ในหนึ่งมื้ออาหาร ร่างกายต้องการผักและกากใยมากที่สุด รองลงมาคือโปรตีน ลำดับต่อไปคือคาร์โบไฮเดรต และสุดท้ายคือไขมัน หากจะให้เทียบอัตราส่วนเป็น % คร่าวๆ ก็คือ ในหนึ่งมื้อ คุณควรทานผักให้ได้ปริมาณ 50% โปรตีน 40% คาร์โบไฮเดรต 8% และไขมันเพียง 2%

แต่หากการลดความอ้วนทั้งทีมันต้องยุ่งยาก ต้องมาชั่งตวงวัดอาหารแต่ละมื้อด้วยตัวเอง มันคงเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก (โคตรยาก) สำหรับมนุษย์เดินดินธรรมดาอย่างเราๆ ดังนั้นผมมีหลักง่ายๆ ในการสังเกตว่าเรากินอะไรมากไป น้อยไป ในมื้อๆ หนึ่ง โดยให้สังเกตจากจานอาหารที่วางตรงหน้าของเราในมื้อนั้น หากในจานหรือชามนั้น มีผักหรือกากใยมากกว่าครึ่งจาน ก็เป็นอันว่าใช้ได้ แต่ถ้าทั้งจานมีแต่เนื้อ (เช่น เมนูสเต็ก) ชิ้นโตวางตรงกลางจาน ข้างๆ จานมีเศษผัก 2-3 ใบวางไว้แค่พอตัดสีสันของจาน แล้วก็มีอาหารที่เป็นพวกแป้ง เช่น มันบด, ข้าว, มันฝรั่ง ฯลฯ คุณก็น่าจะรู้แล้วละว่า มื้อนี้คุณกินอะไรไปมากกว่ากัน

การกินผักทดแทนหลังจากกินอาหารมื้อหลักที่อุดมไปด้วยโปรตีน คุณสามารถทำได้ ตราบใดที่ผักเหล่านั้นไม่ได้มีตัวเสริมแคลอรี่ขี่คอตามมาด้วย เช่น น้ำสลัด, น้ำจิ้มราด
สารพัดสูตร หรือแม้กระทั้งผลไม้ที่เชื่อม แช่บ๊วยหวานบ๊วยเค็มและอีกสารพัดรส

แค่สังเกตสิ่งที่อยู่ในจานที่คุณกิน เห็นอะไรเยอะ แค่นี้คุณก็น่าจะตอบตัวเองได้แล้วว่า มื้อนี้คุณกินหนักไปทางไหน ผัก, เนื้อ, แป้ง หรือไขมัน สิ่งที่ต้องทำคือ เลือกเมนู
อาหารที่ร่างกายเป็นหลัก ส่วนลิ้นของคุณนั้นไม่ต้องตามใจมันมากก็ได้ครับ ตามใจมันมากจะลดความอ้วนยากและใช้เวลานานนะครับ

หลังจากที่คุณปรับตัวเรื่องการกินเมนูแต่ละวันได้แล้ว ให้ทำต่อเนื่องไปเรื่อยๆ คุณไม่จำเป็นต้องไปออกกำลังกายในช่วงที่กำลังลดความอ้วนนะครับ แต่หากคุณชอบ หรือมี
โอกาสไปออกกำลังกาย ก็สามารถทำได้ แต่ที่ผมไม่ค่อยแนะนำก็เพราะว่า ช่วงที่คุณลดความอ้วนอยู่นั้น คุณจะต้องเลือกอาหารในแต่ละมื้อค่อนข้างมาก คือกินอาหารที่ให้
พลังงานน้อยกว่าที่ร่างกายต้องการอยู่แล้ว แค่นี้ร่างกายก็เผาผลาญไขมันเก่ามากแล้ว การไปออกกำลังกายให้เสียพลังงานมากกว่าเดิม จะยิ่งทำให้คุณยิ่งขาดพลังงานและร่างกายต้องการสารอาหารมาซ่อมแซม ฟื้นฟูร่างกายจากการออกกำลังกายด้วย มันจะยิ่งทำให้คุณหิวมากขึ้นนั้นเอง

หลังจากที่คุณได้ทดลองปรับตัวเองไปเรื่อยๆ แล้ว ขอให้ชั่งน้ำหนักและวัดสัดส่วนตัวเองทุกๆ 3-5 วัน เวลาวัดสัดส่วนก็ขอให้จำตำแหน่งที่วัดให้ดีๆ นะครับ อย่าคลาดเคลื่อนจุดวัดไปมากเกินละ มันจะไม่เห็นผลลัพท์ตัวเลขจริงๆ ทำแบบนี้ไปสัก 4 สัปดาห์จนคุณเริ่มชินกับเมนูอาหารที่กินในแต่ละมื้อ ไม่ช้าคุณจะเริ่มเห็นผลลัพท์จากสิ่งที่คุณจดบันทึกไว้แน่นอน!

แต่ผมเชื่อเสมอว่า ในแต่ละเดือน ในเมื่อเรายังมีสังคม มีเพื่อน มีครอบครัว เชื่อได้ว่าใน 1 เดือนต้องมีวันโอกาสพิเศษ ไม่วันเกิด, แต่งงาน, งานบวช ฯลฯ ที่คุณจะต้องไปกินอาหารในสถานที่ที่แตกต่างจากชีวิตประจำวัน เมนูอาหารที่เห็นลานตาให้เลือกนั้น ขอบอกว่า คุณสามารถกินได้ครับ ไม่ได้ห้าม ไม่ได้ผิดกฏหมาย เพราะคุณแค่ลดความอ้วนไม่ได้ไปฆ่าใครตาย คุณไม่ต้องลงโทษตัวเองขนาดนั้น แต่ผมมีแนวคิดเตือนใจให้ครับ เวลาไปงานพวกนี้ จะตักอาหารอะไรก็ตามในจาน ให้ใช้หลักการเดียวกันคือ ในจานนั้น มีผักมากแค่ไหน, เนื้อมากแค่ไหน และแป้งมากแค่ไหน แค่นี้เองครับ ต่อจากนี้ไม่ว่าคุณจะไปกินงานไหนก็ตาม คุณสามารถกินได้สบายๆ แค่ใช้หลักการง่ายๆ สังเกตสิ่งที่อยู่ในจานของเราเท่านั้นเป็นพอครับ

นอกจากนั้นเวลาการกินอาหารในแต่ละมื้อก็สำคัญเช่นกัน คุณควรกินอาหารเป็นเวลา โดยเฉพาะมื้อเย็น คุณไม่ควรกินอาหารอะไรอีกหลัง 6 โมงเย็น หากยากเกินไปสำหรับชีวิตคนเมือง ก็อนุโลมเป็น 1 ทุ่มครับ เกินกว่านี้กินแต่น้ำหรือผัก ผลไม้เบาๆ จะดีกว่าครับ การกินอาหารมื้อหนักๆ เช่น เนื้อสัตว์, แป้ง ฯลฯ หลัง 1 ทุ่มหรือดึกกว่านั้น นอกจากจะทำให้ร่างกายย่อยอาหารและนำไปใช้ได้ช้าทำให้อ้วนแล้ว มันยังทำให้หลายคนเจอปัญหากรดไหลย้อนด้วย เพราะหลายคนกินเสร็จแล้วไม่นานก็ไปนอนเลย เมื่อทำแบบนี้ไปนานๆ เข้าจะมีโอกาสป่วยเป็นกรดไหลย้อน

ขั้นตอนที่ 5 ต้องกินลดความอ้วนแบบนี้นานแค่ไหน

หากคุณตั้งเป้าหมายว่า อยากจะลดความอ้วนสัก 10 กิโลกรัม แล้วผ่านไป 6 เดือน น้ำหนักของคุณลดลงมาถึงเป้าหมายแล้ว (ใช้เวลาลดความอ้วน 6 เดือน) คำถามที่ตามมาก็คือ แล้วฉันต้องกินแบบนี้นานแค่ไหน ถึงจะผอมแบบถาวร ผมคงต้องแบบว่า หากคุณเลิกเข้าโปรแกรมกินอาหารเพื่อลดความอ้วนทันที แล้วกลับไปกินแบบเดิม พฤติกรรมแบบเดิมทันที ผมทายได้เลยว่า ไม่เกิน 6 เดือนคุณก็จะกลับมาอ้วนเท่าเดิม เผลอๆ อ้วนกว่าเดิมด้วย!

ทางแก้ที่จะทำให้คุณกินอาหารแล้วลดความอ้วนได้ถาวร หรือกลับมาอ้วนช้ามาก ก็คือ คุณต้องกินแบบนี้ต่อไปนานเท่ากับระยะเวลาที่คุณลดน้ำหนักลงมาตามเป้าที่ตั้งไว้ เช่น คุณใช้เวลา 6 เดือนถึงลดน้ำหนักได้ตามเป้าหมายที่คุณตั้งใจไว้ ก็ให้กินอาหารตามหลักการแบบนี้ต่ออีกอย่างน้อย 6 เดือน หลังจากนั้น หากคุณยังมีความรู้สึกอยากจะกลับไปใช้พฤติกรรมกินแบบเดิมละก็ตามสะดวกครับ แต่เท่าที่ผมเจอมากับตัวเอง ทั้งตอนที่ผมลดน้ำหนักเอง และเพื่อนๆ หลายๆ คน ต่างก็พูดเหมือนกันคือ มันกินได้น้อยลง กินนิดเดียวก็อิ่ม และอยากกินผักเยอะๆ ฯลฯ เพราะว่าพฤติกรรมของคุณเปลี่ยนไปแล้วนั้นเอง

ต่อให้คุณอยากจะกินอาหารเยอะๆ เหมือนก่อน แต่ช่วงแรกที่คุณกลับมากินเยอะกว่าเดิม คุณจะรู้สึกอิ่มและอึดอัดมาก ยังไงก็ตามหากคุณยังคงฝืนกินมากๆ ในแต่ละมื้อต่อไป ไม่นานร่างกายของคุณก็จะเริ่มยอมรับ และเริ่มกินมากๆ ไหวได้ และสุดท้าย ก็กลับมาอ้วนอีก แต่คงไม่กลับมาอ้วนแบบรวดเร็วพรวดพราดเหมือนพวกที่ลดความอ้วนด้วยยาลดน้ำหนักแน่นอน!

ถ้าจะให้แปลง่ายๆ ก็คือ ถ้าคุณลดความอ้วนจนสำเร็จแล้ว พฤติกรรมการกินของคุณจะเปลี่ยนไปเองครับ คุณจะกินน้อยลง อิ่มนานขึ้น แต่ถ้าคุณยังไม่รู้สึกแบบนี้ แสดงว่าคุณยังไม่ผอมนั้นเอง! จำไว้ว่าคุณใช้เวลาลดน้ำหนักนานแค่ไหนกว่าจะสำเร็จ คุณควรกินต่อเพื่อรักษาน้ำหนักตัวเองให้นานเท่าหรือมากกว่าเวลาที่คุณใช้ไปในการลดความอ้วนนั้นเอง แค่นี้ร่างกายของคุณก็จะเริ่มปรับตัวได้ และมันจะกลับมาอ้วนอีกได้ยากครับ

การลดน้ำหนักด้วยการกินอาหารแบบนี้ แน่นอนว่าความอยากกินโน้น อยากกินนี่ ยังคงมีอยู่ แต่จะมีมากแค่ช่วงแรกๆ ที่เริ่มเท่านั้น หากคุณก้าวผ่านมันมาได้แล้ว ความอยากกินโน้นนี่ จะแวะมาหาคุณน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

มีเรื่องจริงจากตัวผมเองอยู่เรื่องหนึ่งคือ เมื่อก่อนผมจะชอบกินพวกร้านบุฟเฟ่ห์มาก กินพิซซ่าถามใหญ่มื้อละ 13 ชิ้น ถือได้ว่าเป็นพวกชอบกินร้านที่ให้กินแบบไม่อั้นคนหนึ่ง หลังจากเริ่มลดน้ำหนักด้วยการกินอาหารตามที่ผมเขียนมาทั้งหมด ยอมรับว่ามีบ้างที่เราก็อยากไปกินบุฟเฟ่ห์แบบเดิม ผมก็ไปกินครับ ไม่ได้หักห้ามตัวเอง หรือต้องลงโทษตัวเองใดๆ แต่เรื่องแปลกที่เกิดขึ้นคือ หลังจากกินมื้อใหญ่จนราบคาบเหมือนสงครามระเบิดลงโต๊ะไปเรียบร้อยแล้ว แม้ว่ากลับมาบ้านพุงจะใหญ่ขึ้นกว่าเดิม แต่หลังจากนั้นผมก็แค่ใช้หลักการเดิมในการเลือกกินอาหารตามที่บอกไป ไม่นานแค่ 2-3 วัน พุงที่ยื่นก็กลับมาแฟ่บเหมือนเดิม น้ำหนักแทบจะไม่เปลี่ยนแปลง (เปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นแค่เวลาไปกินมื้อใหญ่ๆ ไม่เกิน 1 กิโลกรัม) และน้ำหนักจะลดลงกลับมาตามเดิมได้ใน 2-3 วัน ยิ่งถ้ามีการออกกำลังกายบ้าง (ผมจะเน้นการเดินเป็นหลักครับ เดินธรรมดาตามท้องถนนนี่แหละครับ เวลาไปไหนมาไหน ถ้าไม่ไกลมาก ก็เดินไปครับ) ไม่น่าเชื่อว่าแค่นี้ผมก็สามารถรับมือกับอาหารมื้อใหญ่ได้สบายๆ โดยไม่ต้องมานั่งกังวลว่าจะกลับไปอ้วนเหมือนเดิมอีก

ดังนั้นขอให้คุณยืดระยะเวลาที่จะกินอาหารตามแนวทางนี้ต่อไปอีก อย่างน้อยยืดให้เท่ากับระยะเวลาที่คุณต้องลดความอ้วน ผมเชื่อว่าแค่นี้ร่างกายของคุณรวมถึงพฤติกรรม
การกินของคุณจะเปลี่ยนไปอย่างแน่นอนครับ ตอนนี้คุณยังลดไม่ได้ เลยคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ แต่เมื่อวันหนึ่งคุณสามารถทำได้แล้ว คุณจะรู้ตัวเองครับว่า การลดความอ้วนไม่ใช่เรื่องยากสำหรับตัวคุณเองอีกต่อไป ไม่จำเป็นต้องจำกัดการกินมากมายอีกต่อไป จะแหกคอกโปรแกรมบ้างบางมื้อ ก็ยังทำน้ำหนักกลับมาตามเดิมได้เช่นกันโดยใช้เวลาไม่
นาน

บทความอื่นที่เกี่ยวข้อง